คำที่อังกฤษ และอเมริกาเรียกต่างกัน
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่มีผู้ใช้มากที่สุดภาษาหนึ่งของโลก และแม้ว่าผู้คนในสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาจะสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่เมื่อศึกษาลงลึกจะพบว่ามีความแตกต่างในรายละเอียดอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะเรื่องคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หลายครั้งผู้เรียนภาษาอังกฤษอาจเคยเจอสถานการณ์ที่ดูภาพยนตร์อเมริกันแล้วได้ยินคำหนึ่ง แต่เมื่ออ่านหนังสือ หรือดูซีรีส์อังกฤษกลับพบว่าใช้คำอีกคำหนึ่งทั้งที่ความหมายเหมือนกันทุกประการ ความแตกต่างเหล่านี้อาจทำให้เกิดความสับสนในช่วงแรกของการเรียนภาษา อย่างไรก็ตาม การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง British English และ American English จะช่วยให้เราเข้าใจเจ้าของภาษาได้มากขึ้น รวมถึงสามารถเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และกลุ่มผู้ฟังได้อีกด้วย
ทำไมภาษาอังกฤษอังกฤษ และอเมริกาจึงแตกต่างกัน
ก่อนจะไปดูตัวอย่างคำศัพท์ เราควรเข้าใจก่อนว่าความแตกต่างเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ในศตวรรษที่ 17 และ 18 ชาวอังกฤษจำนวนมากอพยพไปยังทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกเริ่มพัฒนาภาษาของตนเองตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และภูมิศาสตร์ บางคำในอเมริกายังคงรักษารูปแบบเดิมของภาษาอังกฤษยุคเก่าเอาไว้ ในขณะที่อังกฤษพัฒนาคำใหม่ขึ้นมาใช้ หรือในบางกรณีก็เกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม ผลลัพธ์คือภาษาอังกฤษสองรูปแบบที่ยังคงเข้าใจกันได้ แต่มีคำศัพท์ สำนวน การสะกดคำ และการออกเสียงที่แตกต่างกัน
1. Apartment (US) และ Flat (UK)
คำทั้งสองหมายถึงที่พักอาศัยภายในอาคารที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง
ตัวอย่าง
American English:
* I rent an apartment near my office.
British English:
* I rent a flat near my office.
แม้คนอังกฤษจะเข้าใจคำว่า apartment แต่โดยทั่วไปจะใช้ในความหมายของห้องพักหรู หรือที่พักระดับสูงมากกว่า
2. Elevator (US) และ Lift (UK)
หมายถึงลิฟต์โดยสาร
ตัวอย่าง
American English:
* Take the elevator to the tenth floor.
British English:
* Take the lift to the tenth floor.
นี่เป็นหนึ่งในคำที่ผู้เรียนพบเห็นบ่อยที่สุด เพราะใช้ในชีวิตประจำวัน และในอาคารแทบทุกแห่ง
3. Truck (US) และ Lorry (UK)
หมายถึงรถบรรทุกสินค้า
ตัวอย่าง
American English:
* The truck arrived this morning.
British English:
* The lorry arrived this morning.
คำว่า truck มักปรากฏในภาพยนตร์ เพลง และสื่อต่างๆของอเมริกามากกว่า
4. Vacation (US) และ Holiday (UK)
ทั้งสองคำหมายถึงวันหยุดพักผ่อน หรือการท่องเที่ยว
ตัวอย่าง
American English:
* We are going on vacation next week.
British English:
* We are going on holiday next week.
จุดที่น่าสนใจคือคำว่า holiday ในอเมริกามักหมายถึงวันหยุดพิเศษ เช่น Christmas หรือ Thanksgiving มากกว่าการท่องเที่ยว
5. Cookie (US) และ Biscuit (UK)
หมายถึงคุกกี้ หรือขนมอบกรอบ
ตัวอย่าง
American English:
* Would you like a cookie?
British English:
* Would you like a biscuit?
ความสับสนเกิดขึ้นเมื่อคำว่า biscuit ในอเมริกาหมายถึงขนมปังชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายสโคนมากกว่า
6. French Fries (US) และ Chips (UK)
หมายถึงมันฝรั่งทอดแท่ง
ตัวอย่าง
American English:
* I ordered a burger and French fries.
British English:
* I ordered a burger and chips.
ในทางกลับกัน คำว่า chips ในอเมริกาหมายถึงมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบที่ชาวอังกฤษเรียกว่า crisps
7. Gasoline หรือ Gas (US) และ Petrol (UK)
หมายถึงน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์
ตัวอย่าง
American English:
* I need to buy some gas.
British English:
* I need to buy some petrol.
หากคุณเดินทางไปอังกฤษแล้วถามหาปั๊มแก๊ส คนท้องถิ่นอาจต้องใช้เวลาคิดสักพักว่าคุณหมายถึงน้ำมันรถ
8. Subway (US) และ Underground (UK)
หมายถึงรถไฟใต้ดิน
ตัวอย่าง
American English:
* I take the subway every day.
British English:
* I take the Underground every day.
ในกรุงลอนดอน ผู้คนมักเรียกสั้นๆว่า The Tube
9. Movie (US) และ Film (UK)
หมายถึงภาพยนตร์
ตัวอย่าง
American English:
* Let’s watch a movie tonight.
British English:
* Let’s watch a film tonight.
ปัจจุบันทั้งสองคำเริ่มใช้ข้ามกันมากขึ้นจากอิทธิพลของสื่อ
10. Candy (US) และ Sweets (UK)
หมายถึงลูกอม หรือขนมหวาน
ตัวอย่าง
American English:
* Children love candy.
British English:
* Children love sweets.
11. Soccer (US) และ Football (UK)
นี่อาจเป็นความแตกต่างที่โด่งดังที่สุด
American English:
* My favorite sport is soccer.
British English:
* My favorite sport is football.
คำว่า football ในอังกฤษหมายถึงกีฬาที่คนไทยเรียกว่า “ฟุตบอล” ส่วนในอเมริกา football หมายถึง American Football
12. Sidewalk (US) และ Pavement (UK)
หมายถึงทางเท้าสำหรับคนเดิน
ตัวอย่าง
American English:
* Walk on the sidewalk.
British English:
* Walk on the pavement.
13. Trash (US) และ Rubbish (UK)
หมายถึงขยะ
ตัวอย่าง
American English:
* Throw it in the trash.
British English:
* Throw it in the rubbish bin.
14. Mail (US) และ Post (UK)
หมายถึงจดหมาย หรือไปรษณีย์
ตัวอย่าง
American English:
* I received mail today.
British English:
* I received post today.
15. Line (US) และ Queue (UK)
หมายถึงการต่อแถว
ตัวอย่าง
American English:
* Stand in line.
British English:
* Stand in the queue.
คำว่า queue เป็นคำที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษมักเจอในข้อสอบ IELTS และสื่ออังกฤษ
16. Sweater (US) และ Jumper (UK)
หมายถึงเสื้อไหมพรม หรือเสื้อกันหนาว
ตัวอย่าง
American English:
* I bought a new sweater.
British English:
* I bought a new jumper.
17. Cell Phone (US) และ Mobile Phone (UK)
หมายถึงโทรศัพท์มือถือ
ตัวอย่าง
American English:
* Where is my cell phone?
British English:
* Where is my mobile phone?
18. Pants (US) และ Trousers (UK)
คำนี้สร้างความสับสนได้มาก ในอเมริกา pants หมายถึงกางเกงขายาวทั่วไป แต่ในอังกฤษ pants หมายถึงกางเกงชั้นใน ส่วนกางเกงขายาวจะเรียกว่า trousers
19. Eraser (US) และ Rubber (UK)
หมายถึงยางลบดินสอ
ตัวอย่าง
American English:
* Can I borrow your eraser?
British English:
* Can I borrow your rubber?
20. Check (US) และ Bill (UK)
หมายถึงใบเรียกเก็บเงินในร้านอาหาร
ตัวอย่าง
American English:
* Can I have the check, please?
British English:
* Can I have the bill, please?
แล้วควรเรียนแบบไหน?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะทั้ง British English และ American English ล้วนเป็นภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง หากคุณวางแผนเรียนต่อ หรือทำงานในสหรัฐอเมริกา การเรียน American English อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากจะได้คุ้นเคยกับคำศัพท์ การออกเสียง และวัฒนธรรมการสื่อสารของคนอเมริกัน ในทางกลับกัน หากคุณสนใจศึกษาต่อในสหราชอาณาจักร หรือเตรียมสอบ IELTS การเรียน British English ก็อาจเป็นประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับทั้งสองรูปแบบ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้เข้าใจ และใช้รูปแบบเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ
ความแตกต่างเหล่านี้สำคัญหรือไม่?
สำหรับการสื่อสารทั่วไป ความแตกต่างเหล่านี้แทบไม่เป็นอุปสรรค เพราะเจ้าของภาษาส่วนใหญ่เข้าใจคำศัพท์จากอีกฝั่งได้ดี แต่สำหรับนักแปล นักเขียน ผู้สร้างเนื้อหา และผู้เรียนภาษาในระดับสูง การรู้จักความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้เลือกใช้คำได้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังเขียนเว็บไซต์สำหรับลูกค้าในสหรัฐอเมริกา การใช้คำว่า apartment, elevator และ vacation จะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ขณะที่เว็บไซต์สำหรับผู้ชมในอังกฤษควรใช้ flat, lift และ holiday
สรุป
แม้ว่าภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ และอเมริกาจะมีรากฐานเดียวกัน แต่การพัฒนาทางประวัติศาสตร์ทำให้เกิดความแตกต่างด้านคำศัพท์จำนวนมาก คำอย่าง apartment กับ flat, elevator กับ lift หรือ vacation กับ holiday ล้วนมีความหมายเดียวกัน แต่สะท้อนวัฒนธรรมการใช้ภาษาที่แตกต่างกัน การเรียนรู้คำศัพท์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เราเข้าใจเจ้าของภาษาได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยให้สามารถสื่อสาร แปลภาษา และเขียนเนื้อหาได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมืออาชีพมากขึ้นอีกด้วย ยิ่งเราเข้าใจความหลากหลายของภาษาอังกฤษมากเท่าไร เราก็ยิ่งสามารถใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น