ทำไมเด็กเรียนภาษาใหม่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่?
ทำไมเด็กเรียนภาษาใหม่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่?
สมองของเด็กถูกออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้ภาษา
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เด็กเกิดมา สมองของพวกเขาก็เริ่มเก็บข้อมูลทางภาษาโดยอัตโนมัติ เด็กจะค่อยๆเรียนรู้เสียงต่างๆที่ได้ยินรอบตัวไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง จังหวะการพูด หรือคำศัพท์ที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน นักวิทยาศาสตร์พบว่าในช่วงวัยเด็ก สมองมีความสามารถในการปรับตัวสูงมาก หรือที่เรียกว่า Brain Plasticity ซึ่งหมายถึงความสามารถในการสร้าง และปรับเปลี่ยนเครือข่ายของเซลล์ประสาทตามประสบการณ์ที่ได้รับ เมื่อเด็กได้ยินภาษาใหม่ซ้ำๆ สมองจะสร้างเส้นทางการเชื่อมต่อใหม่อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถจดจำเสียง คำศัพท์ และรูปแบบประโยคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม สมองของผู้ใหญ่มีการจัดระบบภาษาหลักของตนเองไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว การเรียนภาษาใหม่จึงต้องอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลใหม่เข้ากับระบบเดิม ทำให้บางครั้งเกิดการรบกวนจากภาษาแม่ และเรียนรู้ได้ช้ากว่า
เด็กได้เปรียบเรื่องการรับรู้เสียง
หนึ่งในความสามารถที่น่าทึ่งของเด็กคือการแยกแยะเสียงที่แตกต่างกันในภาษาต่างๆ ในช่วงวัยทารก เด็กสามารถรับรู้ความแตกต่างของเสียงที่ผู้ใหญ่จำนวนมากแยกไม่ออก ตัวอย่างเช่น เสียงบางเสียงในภาษาญี่ปุ่น จีน หรืออาหรับที่ไม่มีในภาษาไทย เด็กเล็กสามารถรับรู้ความแตกต่างได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อโตขึ้น สมองจะค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับภาษาแม่ และเริ่มละเลยเสียงที่ไม่จำเป็นต่อการสื่อสารในภาษานั้น ส่งผลให้ผู้ใหญ่จำนวนมากมีปัญหาเรื่องการฟัง และการออกเสียงเมื่อเรียนภาษาใหม่ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กที่เรียนภาษาต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อยจึงมักมีสำเนียงใกล้เคียงเจ้าของภาษา ในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากยังคงมีสำเนียงของภาษาแม่ติดตัวอยู่
เด็กเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว
ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักเรียนภาษาผ่านตำรา หนังสือเรียน หรือกฎไวยากรณ์ แต่เด็กเรียนรู้ต่างออกไป พวกเขาไม่ได้เริ่มจากการจำสูตร หรือท่องกฎทางภาษา แต่เรียนรู้ผ่านการฟัง การสังเกต และการใช้งานจริง เมื่อเด็กได้ยินคำว่า “น้ำ” ซ้ำๆพร้อมกับเห็นแก้วน้ำ เด็กจะเชื่อมโยงเสียงกับสิ่งของนั้นโดยอัตโนมัติ เมื่อได้ยินประโยคเดิมหลายครั้ง สมองก็จะค่อยๆจดจำรูปแบบประโยคโดยไม่จำเป็นต้องมีใครอธิบายกฎไวยากรณ์ การเรียนรู้แบบธรรมชาตินี้ช่วยให้เด็กซึมซับภาษาได้อย่างลื่นไหล และสามารถใช้ภาษาได้โดยไม่ต้องคิดถึงกฎต่างๆตลอดเวลา
เด็กไม่กลัวการทำผิด
อีกเหตุผลสำคัญที่หลายคนมองข้ามคือ เด็กไม่กลัวความผิดพลาด เมื่อเด็กเริ่มพูด พวกเขาพูดผิดอยู่ตลอดเวลา ออกเสียงไม่ชัด ใช้คำผิด หรือเรียงประโยคไม่ถูกต้อง แต่เด็กไม่รู้สึกอายกับข้อผิดพลาดเหล่านั้น พวกเขาพร้อมจะลองพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าจะสื่อสารได้สำเร็จ ในทางตรงกันข้าม ผู้ใหญ่มักกังวลกับภาพลักษณ์ของตนเอง หลายคนกลัวพูดผิด กลัวถูกหัวเราะ หรือกลัวถูกมองว่าไม่เก่งภาษา ความกลัวนี้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะภาษาเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ผ่านการใช้งานจริง หากไม่กล้าพูดก็จะพัฒนาได้ช้าลง
สภาพแวดล้อมของเด็กเอื้อต่อการเรียนรู้
เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรับภาษาตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน พวกเขาได้ยินคนพูดคุยกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ญาติ เพื่อน หรือครู เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาใหม่ เด็กจะได้รับข้อมูลทางภาษาหลายร้อย หรือหลายพันครั้งต่อวัน การได้รับข้อมูลจำนวนมากอย่างต่อเนื่องช่วยให้สมองสร้างความคุ้นเคยกับภาษาอย่างรวดเร็ว ผู้ใหญ่จำนวนมากกลับเรียนภาษาเพียงวันละไม่กี่นาที หรือใช้ภาษาเฉพาะในห้องเรียน ทำให้ปริมาณข้อมูลที่ได้รับแตกต่างจากเด็กอย่างมหาศาล
ทฤษฎีช่วงเวลาวิกฤตของการเรียนภาษา
นักภาษาศาสตร์บางกลุ่มเสนอแนวคิดที่เรียกว่า Critical Period Hypothesis หรือทฤษฎีช่วงเวลาวิกฤต ทฤษฎีนี้เสนอว่ามีช่วงเวลาหนึ่งในวัยเด็กที่สมองมีความพร้อมสูงสุดสำหรับการเรียนรู้ภาษา หากได้รับภาษาในช่วงเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะสามารถใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติใกล้เคียงเจ้าของภาษา เมื่อพ้นช่วงเวลานี้ไปแล้ว การเรียนรู้ภาษายังคงทำได้ แต่การพัฒนาสำเนียง หรือความเป็นธรรมชาติอาจยากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนมากเห็นตรงกันว่าทฤษฎีนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะเรียนภาษาไม่ได้ เพียงแต่กระบวนการเรียนรู้อาจแตกต่างออกไป
ผู้ใหญ่มีข้อได้เปรียบที่เด็กไม่มี
แม้เด็กจะดูเหมือนเรียนภาษาได้เร็วกว่า แต่ผู้ใหญ่ก็มีจุดแข็งหลายอย่าง ผู้ใหญ่สามารถเข้าใจกฎไวยากรณ์ที่ซับซ้อนได้ดีกว่า สามารถวิเคราะห์โครงสร้างประโยค สามารถเปรียบเทียบภาษาใหม่กับภาษาที่ตนรู้จักอยู่แล้ว และสามารถวางแผนการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ในช่วงแรกของการเรียนภาษา ผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้คำศัพท์ และกฎไวยากรณ์ได้เร็วกว่าเด็กเสียอีก สิ่งที่เด็กมักได้เปรียบคือความเป็นธรรมชาติในการใช้ภาษา และการออกเสียง ดังนั้นการบอกว่าเด็กเรียนภาษาเก่งกว่าผู้ใหญ่เสมอจึงไม่ถูกต้องนัก เพราะแต่ละช่วงวัยมีจุดแข็งต่างกัน
ทำไมผู้ใหญ่บางคนจึงพูดภาษาใหม่ได้เหมือนเจ้าของภาษา
แม้จะเริ่มเรียนเมื่อโตแล้ว แต่ก็มีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่สามารถใช้ภาษาใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่อายุเพียงอย่างเดียว
แต่รวมถึง
* ระยะเวลาที่ใช้กับภาษา
* ความถี่ในการฝึกฝน
* แรงจูงใจในการเรียน
* การได้รับข้อมูลภาษาที่มีคุณภาพ
* การกล้าใช้ภาษาในชีวิตจริง
ผู้ใหญ่ที่ใช้ภาษาใหม่ทุกวันติดต่อกับเจ้าของภาษาเป็นประจำ และเปิดรับข้อผิดพลาดของตนเองมักพัฒนาได้เร็วกว่าผู้ที่เรียนเพียงในห้องเรียน ผู้ใหญ่เรียนภาษาอย่างไรให้ได้ผลมากขึ้น หากต้องการเรียนภาษาใหม่ให้มีประสิทธิภาพ ผู้ใหญ่สามารถนำแนวทางของเด็กมาปรับใช้ได้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น