แปลตรง vs แปลเอาความ ต่างกันยังไง?

 แปลตรง vs แปลเอาความต่างกันยังไง?


Credit: Canva.com

ถ้าคุณเคยแปลประโยคหนึ่งแล้วลังเลว่า “ควรแปลตามคำไปเลย หรือปรับให้เข้าใจง่ายดี?” คุณกำลังเผชิญกับคำถามคลาสสิกของวงการแปลคือ
👉 แปลตรง (Literal Translation)
vs
👉 แปลเอาความ (Free / Sense Translation) ทั้งสองแบบ ไม่ผิด แต่ใช้ในสถานการณ์คนละแบบ ⸻

1. แปลตรงคืออะไร?

แปลตรง คือการ
• รักษาคำ
• โครงสร้างประโยค
• ลำดับความคิด ให้ใกล้ต้นฉบับมากที่สุด

🔹 ตัวอย่าง

ต้นฉบับ:

He kicked the bucket.

แปลตรง:

เขาเตะถัง ซึ่ง…
✔️ ตรงคำ
❌ แต่ผิดความหมายโดยสิ้นเชิง ⸻

2. แปลเอาความคืออะไร?

แปลเอาความ คือการ
• โฟกัส “ความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ”
• ไม่ยึดติดกับคำ หรือโครงสร้างเดิม
• ปรับให้ผู้อ่านภาษาเป้าหมายเข้าใจทันที

🔹 ตัวอย่างเดียวกัน

แปลเอาความ:

เขาเสียชีวิต ✔️ ไม่ตรงคำ
✔️ แต่ตรงความหมาย ⸻

3. แปลตรงเหมาะกับอะไร?

การแปลตรงเหมาะกับงานที่
• ต้องการความแม่นยำสูง
• ไม่ควรตีความเกินต้นฉบับ

เช่น

• กฎหมาย
• สัญญา
• คู่มือเทคนิค
• เอกสารวิชาการบางประเภท แม้อ่านแข็ง แต่ลดความเสี่ยงเรื่องความหมายเพี้ยน ⸻

4. แปลเอาความเหมาะกับอะไร?

แปลเอาความเหมาะกับงานที่
• ต้องการให้ผู้อ่าน “รู้สึก” และ “เข้าใจ”
• ต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมผู้อ่าน

เช่น

• บทความ
• โฆษณา
• นิยาย
• คอนเทนต์ออนไลน์
• ซับไตเติล ถ้าแปลตรงเกินไป ผู้อ่านอาจเข้าใจ…แต่ไม่อิน ⸻

5. ปัญหาที่พบบ่อย: เลือกผิดบริบท

หลายความผิดพลาดในการแปลไม่ได้เกิดจากภาษาไม่ดี แต่เกิดจากเลือกวิธีแปลผิด
• แปลตรงในงานที่ควรเอาความ → แข็ง อ่านไม่รู้เรื่อง
• แปลเอาความในงานที่ต้องเป๊ะ → เสี่ยงความหมายคลาดเคลื่อน นักแปลที่ดีไม่ได้เก่งคำศัพท์อย่างเดียว แต่เก่ง “การตัดสินใจ” ⸻

6. นักแปลมืออาชีพเลือกแค่แบบเดียวไหม?

คำตอบคือ
👉 ไม่ งานแปลจริงมักอยู่ตรงกลาง เรียกว่า แปลให้ตรงความหมาย และเหมาะกับผู้อ่าน บางประโยคต้องตรง บางประโยคต้องปรับ บางคำต้องรักษา บางคำต้องอธิบายใหม่ การแปลคือศิลปะของ “ความพอดี” ⸻ สรุป: แปลตรง vs แปลเอาความ ต่างกันยังไง? ✔️ แปลตรง = ซื่อสัตย์กับคำ
✔️ แปลเอาความ = ซื่อสัตย์กับความหมาย
✔️ ไม่มีแบบไหนดีกว่าเสมอไป
✔️ แบบที่ “เหมาะ” คือแบบที่ดีที่สุด เพราะเป้าหมายของการแปลไม่ใช่แค่เปลี่ยนภาษา แต่คือ ทำให้ความหมายเดินทางไปถึงผู้อ่านได้จริง

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม